Causative-Passive Voice & Forced Actions

คู่มือไวยากรณ์ "使役受け身" (รูปถูกบังคับให้ทำ)
เคลียร์ชัดทุกความอึดอัดใจผ่านรูป "Saserareru" ให้กระจ่างแบบ 100%

ทำไมต้องพูดว่าโดนบังคับให้ทำทั้งที่ทำด้วยตัวเอง? ล้างความสับสนระหว่าง使役(สั่งให้ทำ) และ 受け身(ถูกกระทำ) สู่การใช้รูปผสมระดับ N3-N2 อย่างเป็นธรรมชาติ 🇯🇵

ยินดีต้อนรับนักเรียนภาษาญี่ปุ่นชาวไทยทุกคนกลับเข้าสู่ห้องเรียนพรีเมียมของ YUI และ YUTO เซนเซ อีกครั้งนะคะ! วันนี้เราจะพาทุกคนไปพิชิตยอดเขาไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นระดับกลาง (N3-N2) ที่สร้างความปวดหัวและมึนงงให้กับคนไทยมากที่สุดบทหนึ่ง นั่นก็คือ "รูป使役受け身 (Shieki Ukemi)" หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า "รูปถูกบังคับให้ทำ" (ภาษาอังกฤษคือ Causative-Passive Voice) ค่ะ!

จุดที่ยากที่สุดสำหรับคนไทยคืออะไรทราบไหมคะ? มันคือการที่โครงสร้างของรูปประโยคนี้เป็นการผสมกันระหว่าง "รูป使役 (รูปให้ทำ/สั่งให้ทำ)" และ "รูป受け身 (รูปถูกกระทำ)" เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นหางกริยาที่ยาวเหยียดและออกเสียงยาก เช่น 「書かせられる」 (Kakaserareru) หรือ 「食べさせられる」 (Tabesaserareru) แถมในภาษาไทยเรามักไม่ค่อยใช้โครงสร้าง "ถูกทำให้ต้องทำ..." ในชีวิตประจำวันสักเท่าไหร่ ทำให้เวลาเรียนในตำราทั่วไปแล้วรู้สึกไม่เมคเซนส์เลย! วันนี้เซนเซทั้งสองคนจะมาลอกคราบไวยากรณ์ตัวนี้ให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ พร้อมเผยจิตวิทยาความอึดอัดใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำศัพท์เหล่านี้กันค่ะ!

YUTO
YUTO สวัสดีครับทุกคน! หัวข้อวันนี้ท้าทายมากจริงๆ ครับ เพราะนักเรียนไทยหลายคนมักจะถามผมว่า 「YUTOเซนเซคะ ถ้าหนูทำสิ่งนั้นด้วยตัวเอง ทำไมหนูต้องพูดเหมือนโดนทำร้ายล่ะคะ?」 เช่น ประโยคว่า 「(私は)宿題をさせられました」(Shukudai wo saseraremashita) ซึ่งแปลตรงตัวว่า "ฉันถูกบังคับให้ทำทำการบ้าน" นักเรียนบอกว่า "ก็หนูเป็นคนนั่งเขียนทำการบ้านเองแท้ๆ ทำไมไม่พูดธรรมดาๆ ล่ะครับ?"
YUI
YUI โฮะโฮะโฮะ นั่นแหละค่ะคือจุดหัวใจสำคัญ! ในวัฒนธรรมและภาษาญี่ปุ่น การแสดง "ความเต็มใจ (Volition)" หรือ "ความอึดอัดใจ/ความไม่เต็มใจ (Reluctance)" ผ่านทางรูปไวยากรณ์เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากค่ะ! ถ้าเราบอกว่า 「宿題をしました」(ทำทำการบ้านแล้ว) มันจะสื่อแค่ความจริงธรรมดา แต่ถ้าเราพูดว่า 「宿題をさせられました」 มันจะส่งสัญญาณไปยังคนฟังทันทีว่า "จริงๆ ฉันไม่อยากทำหรอกนะ แต่มีอำนาจบางอย่าง เช่น พ่อแม่ ครู หรือสถานการณ์บังคับให้ฉันต้องทำ!" การรู้ความแตกต่างนี้จะทำให้ภาษาญี่ปุ่นของเรามีมิติขึ้นมากเลยล่ะค่ะ ยูโตะเซนเซช่วยอธิบายการผันกริยาก่อนดีไหมคะ?

📌 1. ชำแหละการผันกริยารูป使役受け身 (Causative-Passive Conjugation)

ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกโครงสร้างประโยค เราต้องมาฝึกผันกริยาให้คล่องกันก่อนค่ะ รูป使役受け身เกิดจากการผันกริยาเป็นรูป 使役 (Causative) ก่อน จากนั้นจึงผันต่อให้เป็นรูป 受け身 (Passive) อีกทีหนึ่ง ซึ่งสรุปสั้นๆ คือการเปลี่ยนจากกริยาธรรมดาให้กลายเป็นหางเสียง 「〜させられる (Saserareru)」 หรือ 「〜される (Sasareru)」 ดังตารางต่อไปนี้ค่ะ:

กลุ่มคำกริยา (Verb Group) รูปพจนานุกรม (Dictionary) รูป使役 (ให้ทำ/สั่งทำ) รูป使役受け身 (โดนบังคับให้ทำ) คำแปลไทย (Thai Meaning)
กลุ่ม 1 (ลงท้ายด้วยเสียง U) 書く (Kaku - เขียน) 書かせる (Kakaseru) 書かせられる / 書かされる* โดนบังคับให้เขียน
飲む (Nomu - ดื่ม) 飲ませる (Nomaseru) 飲ませられる / 飲まされる* โดนบังคับให้ดื่ม (เช่น ดื่มเหล้า)
話す (Hanasu - พูด) 話させる (Hanasaseru) 話させられる (ห้ามย่อเป็น 話される) โดนบังคับให้พูด/เล่า
กลุ่ม 2 (ลงท้ายด้วย Ru) 食べる (Taberu - กิน) 食べさせる (Tabesaseru) 食べさせられる (Tabesaserareru) โดนบังคับให้กิน (เช่น ผัก)
見る (Miru - ดู) 見させる (Misaseru) 見させられる (Misaserareru) โดนบังคับให้ดู
กลุ่ม 3 (คำกริยาพิเศษ) する (Suru - ทำ) させる (Saseru) させられる (Saserareru) ถูกบังคับให้ทำ
来る (Kuru - มา) 来させる (Koisaseru) 来させられる (Koisaserareru) ถูกบังคับให้มา

⚠️ กฎเหล็กข้อระวังพิเศษสำหรับการผันรูปย่อ (Shortened Form) ในกลุ่ม 1

สำหรับกริยากลุ่ม 1 นั้น ในชีวิตประจำวันคนญี่ปุ่นเกือบ 99% นิยมผันรูปย่อโดยเปลี่ยนจากเสียงท้ายแถว a + せられる ให้สั้นลงเหลือเพียงแค่ a + さされる (เช่น 書く ➔ 書かされる, 飲む ➔ 飲まされる) ซึ่งทำให้ออกเสียงง่ายกว่ามากค่ะ! แต่มี "ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวที่ห้ามผันเป็นรูปย่อเด็ดขาด" คือ คำกริยากลุ่ม 1 ที่ลงท้ายด้วย 「す (Su)」 เช่น 話す (Hanasu), 直す (Naosu) เพราะหากผันย่อแล้วเสียงจะทับซ้อนกันจนกลายเป็นรูปถูกกระทำธรรมดา (เช่น 話す ➔ 話される จะสับสนกับรูปธรรมดา) ดังนั้นสำหรับคำที่ลงท้ายด้วย す ต้องผันเป็นรูปยาว 「話させられる (Hanasaserareru)」 เสมอนะคะ!

📌 2. โครงสร้างประโยคไวยากรณ์รูป使役受け身และการใช้คำช่วย

เมื่อผันคำกริยาได้แล้ว สิ่งสำคัญต่อไปคือการประกอบประโยคให้ถูกต้องตามหลักภาษาศาสตร์ค่ะ โครงสร้างประโยครูปถูกบังคับให้ทำนี้จะมีตำแหน่งของประธานและผู้ใช้อำนาจสลับกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับรูปประโยคปกติ ขอให้จำแผนผังทองคำนี้ไว้ให้ขึ้นใจนะคะ:

👑 โครงสร้างประโยคระดับพรีเมียม:

[ผู้ถูกบังคับ (ประธาน)] は/が + [ผู้บังคับ] に + [สิ่งของ] を + [คำกริยารูป使役受け身]


เปรียบเทียบกับภาษาไทย:
ในภาษาไทยเราจะพูดว่า "ฉัน (ประธาน) โดน แม่ (ผู้บังคับ) บังคับให้กิน ผัก (กรรม)"
แต่ในภาษาญี่ปุ่นจะเรียงคำช่วยดังนี้: 「私は (ฉัน) + 母に (โดยแม่) + 野菜を (ซึ่งผัก) + 食べさせられました (โดนบังคับให้กิน)」
สังเกตให้ดีว่าผู้ใช้อำนาจบีบบังคับเราจะใช้คำช่วย 「に (Ni)」 เสมอเพื่อแสดงทิศทางของคำสั่งที่พุ่งตรงมายังตัวเราค่ะ!

💡 ลองเปรียบเทียบความแตกต่างแบบ 3 มิติ เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน:

1. ประโยคปกติ (Active Voice)

私はビールを飲みました。
(Watashi wa biiru wo nomimashita)
แปล: ฉันดื่มเบียร์ (ฉันสั่งเอง ดื่มเองด้วยความสุขใจ 🍻)

2. ประโยครูป使役 (Causative)

部長は私にビールを飲ませました。
(Buchou wa watashi ni biiru wo nomasemashita)
แปล: หัวหน้าให้ฉันดื่มเบียร์ / หัวหน้าสั่งให้ฉันดื่มเบียร์ (หัวหน้าเป็นประธานผู้ใช้อำนาจสั่งการ)

3. ประโยครูป使役受け身 (Causative-Passive) ★พระเอกของวันนี้

私は部長にビールを飲まされました。
(Watashi wa buchou ni biiru wo nomasaremashita)
แปล: ฉันถูกหัวหน้าบังคับให้ดื่มเบียร์ (ฉันเป็นประธานของประโยค แต่ฉันทำสิ่งนี้โดยปราศจากความเต็มใจ เพราะโดนหัวหน้าบีบคั้นในงานเลี้ยง 😭)

YUTO
YUTO ทุกคนเข้าใจโครงสร้างหรือยังครับ? ลองนึกภาพเวลาไปดื่มเหล้ากับลูกค้าคนญี่ปุ่นในสังคมการทำงานที่ปฏิเสธยากๆ ดูนะครับ การใช้คำว่า 「飲まされました」(Nomasaremashita) จะทำให้คู่สนทนาคนญี่ปุ่นเข้าใจทันทีโดยที่ไม่ต้องอธิบายต่อเลยครับว่าคุณกำลังเผชิญหน้ากับความยากลำบากในที่ทำงานอยู่ ถือเป็นคีย์เวิร์ดเด็ดในการระบายความในใจ (Guchi) ของมนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นเลยล่ะครับ!
YUI
YUI ใช่เลยค่ะ! และมีอีกหนึ่งมิติที่น่าทึ่งมากของรูปไวยากรณ์นี้ นั่นก็คือ "รูปบังคับทางอ้อมหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ" ค่ะ! บางครั้งเราอาจไม่ได้โดนใครเอาปืนมาจี้หัวบังคับให้ทำอะไร แต่สถานการณ์ ภาพยนตร์ หนังสือ หรือคำพูดของคนอื่นมันส่งพลังบางอย่างมากระทบจิตใจเราจนทำให้เรา "อดไม่ได้ที่จะต้องรู้สึกแบบนั้น" ซึ่งจุดนี้ก็นิยมใช้รูป使役受け身เช่นกันค่ะ! เช่น 「考えさせられました」 (Kangaesaseraremashita) แปลว่า "ถูกทำให้ต้องหันกลับมาคิดทบทวน" หรือ "ได้ข้อคิดที่น่าสนใจมาก" นั่นเองค่ะ

📌 3. เจาะลึก 3 บริบทหลักในชีวิตจริงที่คนญี่ปุ่นใช้รูป使役受け身

เพื่อช่วยให้ทุกคนมองเห็นภาพการนำไปใช้งานได้อย่างสมจริงที่สุด เซนเซได้สรุป 3 สถานการณ์ยอดฮิตที่ชาวญี่ปุ่นชอบใช้รูปกริยานี้มาให้ศึกษาแบบเน้นๆ ค่ะ:

💡 สถานการณ์ที่ 1: การทำงานที่อุดมไปด้วยหน้าที่บีบคั้น (Work & Obligation)

ชีวิตคนทำงานในญี่ปุ่นมักเจอบททดสอบความอดทนอยู่เป็นประจำค่ะ เช่น การสั่งงานล่วงเวลาอย่างกะทันหัน หรือภารกิจที่ไม่อยากทำแต่ต้องทำเพื่อส่วนรวม:
毎日遅くまで残業させられます。 (Mainichi osoku made zangyou saserareru)
  ความหมาย: โดนบังคับให้ทำงานล่วงเวลาจนดึกทุกวันเลย (แฝงอารมณ์บ่นเหนื่อยล้า)
社長にカラオケで歌わせられました。 (Shachou ni karaoke de utawaseraremashita)
  ความหมาย: โดนประธานบริษัทบังคับให้ร้องเพลงในตู้คาราโอเกะ (ฉันเขินและไม่อยากร้อยเลยแต่ขัดใจไม่ได้)

💡 สถานการณ์ที่ 2: ความทรงจำอันเจ็บปวดในวัยเด็กหรือการเรียน (Childhood Memories)

วัยเรียนคือช่วงเวลาที่เรายังไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการเลือกทำสิ่งต่างๆ มากนัก รูปประโยคนี้จึงโผล่ขึ้นมาบ่อยมากเมื่อเล่าความหลัง:
子供の頃、毎日ピアノを練習させられました。 (Kodomo no koro, mainichi piano wo renshuu saseraremashita)
  ความหมาย: ตอนเป็นเด็ก ฉันโดนบังคับให้ฝึกเปียโนทุกวันเลย (ขอบคุณพ่อแม่ตอนนี้ แต่ตอนนั้นทรมานมากนะ)
先生に廊下に立たされました。 (Sensei ni rouka ni tatasaremashita)
  ความหมาย: โดนครูสั่งให้ยืนลงโทษที่ระเบียงทางเดิน (โดนครูบังคับให้ยืนนั่นเอง)

💡 สถานการณ์ที่ 3: จิตวิทยาการสะกดอารมณ์เมื่อจิตใจถูกสั่นคลอน (Emotional Impact)

นี่คือจุดสูงสุด of ความเป็นธรรมชาติของคนญี่ปุ่นค่ะ เป็นการบอกว่าปัจจัยภายนอกทำให้จิตใจของเราเปลี่ยนไปโดยที่เราควบคุมไม่ได้:
この映画には本当に感動させられました。 (Kono eiga ni wa hontou ni kandou saseraremashita)
  ความหมาย: ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ฉันประทับใจ/ตื้นตันใจอย่างมากจริงๆ (ไม่ใช่แค่ฉันประทับใจเองแบบธรรมดา แต่หนังเรื่องนี้มันเจ๋งมากจนส่งอิทธิพลบังคับให้หัวใจฉันต้องหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความประทับใจค่ะ)
彼の生き方には深く考えさせられます。 (Kare no ikikata ni wa fukaku kangaesaseraremasu)
  ความหมาย: วิธีการใช้ชีวิตของเขาทำให้ฉันต้องหันกลับมาคิดทบทวนชีวิตตัวเองอย่างลึกซึ้ง

📌 4. เจาะลึกข้อผิดพลาดที่คนไทยเจอบ่อยที่สุด (Common Mistakes to Avoid)

จากการที่ YUI และ YUTO เซนเซ ได้สอนนักเรียนไทยมาเป็นเวลานาน เราพบว่ามีจุดผิดพลาดซ้ำๆ อยู่ 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่คนไทยมักจะสับสนเมื่อต้องใช้รูป使役受け身ในชีวิตประจำวันค่ะ ลองมาดูและจำวิธีที่ถูกต้องไปใช้กันนะคะ:

❌ ข้อผิดพลาดที่ 1: สับสนระหว่าง "รูปได้รับผลกระทบเดือดร้อน (受け身)" กับ "รูปโดนบังคับให้ทำ (使役受け身)"

คนไทยมักคิดว่าคำว่า "โดน..." ในภาษาไทยสามารถใช้แทนกันได้หมด เช่นประโยคว่า "โดนแม่กินเค้กไป" กับ "โดนแม่บังคับให้กินผัก" สองประโยคนี้ใช้โครงสร้างต่างกันโดยสิ้นเชิงนะคะ!
แบบที่ผิด: 私は母にケーキを食べさせられました。 (แปลว่า: ฉันโดนแม่บังคับให้กินเค้ก - ซึ่งจริงๆ เราอยากกินเค้กอยู่แล้ว ไม่ได้มีใครบังคับ)
แบบที่ถูก (รูปเดือดร้อน): 私は母にケーキを食べられました。 (แปลว่า: เค้กของฉันโดนแม่กินไปแล้ว และฉันรู้สึกเดือดร้อนใจมาก 😭)
สรุปหลักการจำ: ถ้าเป็นการแย่งชิงสิ่งของหรือเกิดเรื่องเดือดร้อนกับทรัพย์สินโดยที่เราไม่ได้ลงมือทำเอง ให้ใช้รูป 受け身 (Ukemi) แต่ถ้าเราเป็นคนออกแรงกระทำสิ่งนั้นด้วยตัวเองเพราะโดนสั่ง ให้ใช้รูป 使役受け身 (Shieki Ukemi) เท่านั้นค่ะ!

❌ ข้อผิดพลาดที่ 2: การใช้คำช่วยผิดตำแหน่ง โดยเฉพาะการสลับกันระหว่าง に (Ni) และ を (Wo)

เรื่องคำช่วยนี่คือศัตรูตัวฉกาจของคนไทยเลยค่ะ ลองดูประโยคนี้กันนะคะ:
แบบที่ผิด: 先生は私に漢字を書かされました。 (แบบนี้ผิดเพราะประธานกลายเป็นคุณครู ซึ่งครูไม่ได้โดนบังคับค่ะ)
แบบที่ถูก: 私は先生に漢字を書かされました。 (ฉันที่เป็นคนคัดลายมือ เป็นประธานหลักของประโยค ใช้คำช่วย และครูที่เป็นคนสั่งใช้คำช่วย )
เทคนิคลัดจาก YUTO: ให้มองหาคนที่ "เหงื่อตกหรือเหนื่อยที่สุดในสถานการณ์นั้น" คนๆ นั้นต้องเป็นประธาน (は/が) ของประโยครูป使役受け身เสมอครับ!

❌ ข้อผิดพลาดที่ 3: การผันกริยากลุ่ม 1 รูปย่อผิดกฎสำหรับกริยาที่ลงท้ายด้วย 「す」

จำข้อยกเว้นพิเศษที่เราย้ำไปด้านบนได้ไหมคะ? กริยาอย่าง 話す (Hanasu) หรือ 直す (Naosu) คนไทยมักเผลอผันเป็น 話される หรือ 直される เพราะคิดว่าใช้รูปย่อได้ทุกคำ:
แบบที่ผิด: 私は彼に日本語を話されました。 (ประโยคนี้จะกลายเป็นรูปถูกกระทำธรรมดา แปลว่า ฉันโดนเขาพูดภาษาญี่ปุ่นใส่จนเดือดร้อน)
แบบที่ถูก: 私は彼に日本語を話させられました。 (ฉันโดนเขาบังคับแกมบังคับให้ต้องพูดภาษาญี่ปุ่น)
สรุปหลักการจำ: ท่องไว้เสมอว่า "เสียง S ห้ามย่อ!" ถ้าลงท้ายด้วย す ต้องเก็บเสียง させられる (Saserareru) เอาไว้ให้ครบทุกพยางค์ห้ามตัดทิ้งค่ะ!

📖 บทเรียนแนะนำสำหรับเรียนควบคู่เพื่อความเทพยิ่งขึ้น:

หากคุณต้องการเจาะลึกความแตกต่างแบบไร้รอยต่อในโครงสร้างไวยากรณ์คำกริยาแสดงทิศทางอื่นๆ เซนเซแนะนำให้อ่านบทความพรีเมียมเหล่านี้ต่อทันทีค่ะ:

📝 5. แบบทดสอบท้าทายสมองประลองไวยากรณ์ (Interactive Quiz)

ลองเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพื่อเช็กว่าคุณเข้าใจจิตวิทยาของรูป "使役受け身" แล้วหรือยังนะคะ!

คำถามข้อที่ 1: เมื่อเราต้องการจะพูดว่า "ฉันโดนแม่บังคับให้กินผักทุกวัน" ประโยคไหนถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ญี่ปุ่น?

① 私は母が野菜を食べさせられました。
② 私は母に野菜を食べさせられました。
③ 私は母に野菜を食べられました。

คำถามข้อที่ 2: คำกริยากลุ่ม 1 คำว่า 待つ (Matsu - รอ) เมื่อเปลี่ยนเป็นรูป使役受け身แบบย่อ (Shortened Form) จะผันได้ว่าอย่างไร?

① 待たされる (Matasareru)
② 待たせられる (Mataserareru)
③ 待ちさせられる (Machisaserareru)

🇹🇭 MIMI (ชาวไทย, ประสบการณ์เรียนภาษาญี่ปุ่นและใช้ชีวิตในโตเกียว 1 ปี):

"ตอนแรกมิมิก็งงมากเลยค่ะว่าทำไมต้องพูดอ้อมค้อมขนาดนี้ แต่พอเอาไปปรับใช้จริงเวลาเล่าเรื่องบ่นเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้า เช่น 「また遅くまで待たされたよ」(โดนปล่อยให้รอดึกอีกแล้วแก) เพื่อนญี่ปุ่นแสดงความเห็นอกเห็นใจขึ้นมาทันทีเลยค่ะ! มันเป็นสวิตช์ทางภาษาที่เปลี่ยนความรู้สึกของคู่สนทนาได้มหัศจรรย์มากจริงๆ แนะนำให้ทุกคนท่องจำรูปย่อของกลุ่ม 1 ไว้ให้ขึ้นใจนะคะ เพราะใช้บ่อยกว่ารูปยาวในหนังสือเรียนมากๆ เลยค๊าาา!"

💡 Pro Tips จาก YUI & YUTO เซนเซ

💡 เทคนิคลัดพิชิตใจผู้ฟังสังคมทำงาน

หากคุณถูกสั่งให้ไปซื้อกาแฟ หรือเคลียร์เอกสารน่าเบื่อ การเลือกใช้รูป 「〜させられました」 เวลาคุยกับเพื่อนจะช่วยล้างมลทินว่าคุณเป็นพวกประจบหัวหน้า และแสดงจุดยืนว่ามันคือหน้าที่จำยอมได้อย่างแนบเนียนค่ะ

🎌 การแยกความสับสนปนเปกับรูปธรรมดา

คำถามยอดฮิตในข้อสอบ JLPT มักจะลวงเราด้วยการสลับคำช่วย ระลึกไว้เสมอว่าตัวการที่บงการเราจะต้องโดนล็อกเป้าด้วยคำช่วย เสมอค่ะ หากสับสนกับ หรือ ให้แปลประโยคกลับหลังหันจะช่วยเคลียร์สมองได้ค่ะ

🌟 แนะนำจุดถ่ายภาพลับและของอร่อยห้ามพลาด

นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวหลักแล้ว ในย่านนี้ยังมีร้านกาแฟสไตล์มินิมอลและจุดถ่ายภาพสไตล์ย้อนยุค (Retro) ซ่อนอยู่เพียบเลยค่ะ แนะนำให้ลองเดินเข้าซอยเล็กๆ และสังเกตร้านที่มีป้ายผ้าหน้าร้าน (Noren) แบบดั้งเดิมดูนะครับ มักจะมีขนมอร่อยๆ ราคาเป็นกันเองที่คุณหาซื้อไม่ได้จากห้างใหญ่ค๊าาา!

#JapanHiddenGems #TravelKansaiTokyo